“โชอิชิ โยโคอิ 28 ปี ชีวิตลับบนเกาะกวม”


“โชอิชิ โยโค 28 ปีชีวิตลับบนเกาะกวม”

มาทราบประวัติของ โชอิชิ โยโคอิ กันก่อน ข้อมูลจาก.. โชอิชิ โยะโกะอิ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

               โชอิชิ โยโคอิ (ญี่ปุ่น: Shōichi Yokoi 横井 庄一 Yokoi Shōichi; 31 มีนาคม ค.ศ. 1915 — 22 กันยายน ค.ศ. 1997 ?) เป็นจ่าสิบเอกในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเป็นหนึ่งในทหารพลัดหน่วยคนสุดท้ายที่ยอมจำนนหลังจากสงครามยุติลงใน ค.ศ. 1945 โยโคอิเกิดในซาโอริ จังหวัดไอจิ เป็นช่างตัดเสื้อฝึกหัดจนกระทั่งถูกเกณฑ์ทหารใน ค.ศ. 1941

               หลังจากที่โยโคอิถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพ เดิมเขารับราชการอยู่ในกองพลทหารราบที่ 29 ในแมนจูกัว ใน ค.ศ. 1943 เขาได้ถูกย้ายไปประจำในกรมทหารที่ 38 ในหมู่เกาะมาเรียนา เขามาถึงเกาะกวม ในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อกองทัพอเมริกันมีชัยเหนือทหารญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1944 โยโคอิได้ไปหลบซ่อนตัวกับทหารญี่ปุ่นอีกสิบนาย เขายังคงซ่อนตัวอยู่จนกระทั่ง ค.ศ. 1972[1] ทหารที่หลบซ่อนตัวอยู่เจ็ดจากสิบนายได้ผละออกไปแล้ว เหลือเพียงสามคนที่ยังซ่อนตัวอยู่เท่านั้น ในภายหลัง ทหารทั้งสามได้แยกกันอยู่ แต่ยังคงพบปะกันจนกระทั่ง ค.ศ. 1964 เมื่อโยโคอิพบว่าเพื่อนของเขาทั้งสองคนได้เสียชีวิตลงแล้วด้วยการขาดอาหาร แปดปีสุดท้ายเขาต้องอาศัยอยู่เพียงลำพัง

               โยโคอิเอาชีวิตรอดด้วยการล่าสัตว์ โดยส่วนใหญ่ในเวลากลางคืน เขาได้ใช้พืชท้องถิ่นในการทำเสื้อผ้า เตียง และเครื่องมือเก็บของ ซึ่งถูกซ่อนไว้อย่างระมัดระวังในถ้ำ เป็นเวลากว่า 28 ปี เขาได้ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำใต้ดินในป่า โดยหวาดกลัวที่จะออกมาจากที่ซ่อนแม้ว่าหลังจากพบใบปลิวที่มีเนื้อหาระบุว่าสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงแล้ว

               ตอนเย็นของวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1972 โยโคอิถูกค้นพบในป่า โดยชายท้องถิ่นสองคน ได้แก่ จีซัส ดูเอนาส และมานูเอล เดอ กราเซีย ขณะได้ตรวจกับดักกุ้งตามแม่น้ำสายเล็กบนตาโลโฟโฟ เดิมพวกเขาสันนิษฐานว่าโยโคอิเป็นชาวบ้านจากตาโลโฟโฟ และนำตัวเขาออกจากป่าโดยมีรอยช้ำเล็กน้อย คำกล่าวของเขาเมื่อกลับถึงญี่ปุ่น “มันเป็นความละอายอย่างมากที่ผมกลับมาโดยยังรอดชีวิตอยู่” กลายเป็นคำกล่าวที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น โยโคอิเป็นทหารญี่ปุ่นคนที่สามนับจากท้ายสุดที่ยอมจำนนหลังจากสงคราม

               หลังจากการปรากฏตัวในสื่อหลายแห่งของญี่ปุ่น เขาได้แต่งงานและลงหลักปักฐานในชนบทของจังหวัดไอจิ หลังจากที่ได้อยู่เพียงคนเดียวในถ้ำเป็นเวลากว่า 28 ปี เขาได้กลายมาเป็นบุคคลโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยม และเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตอย่างสมถะ เรื่องราวของเขาได้ถูกนำไปทำแป็นสารคดีที่ชื่อว่า “โยโคอิและชีวิตลับบนเกาะกวมยี่สิบแปดปี” ต่อมา เขาได้รับเงินจำนวนเท่ากับ 300 ดอลล่าร์สหรัฐ พร้อมกับเงินบำนาญอีกเล็กน้อย ค.ศ. 1991 เขามีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ซึ่งเขาถือว่าเป็นเกียรติที่สุดในชีวิตของเขา

               โยโคอิเสียชีวิตใน ค.ศ. 1997 ด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือดด้วยวัย 82 ปี ร่างของเขาถูกฝังอยู่ในสุสานนาโงยะ ใต้แท่งหินซึ่งแม่ของเขาได้ทำขึ้นใน ค.ศ. 1955

มาเข้าเรื่อง  Japanese Infantry MIA : Coporal Shoichi Yokoi

               ขณะที่เจเซ่ส ดิวเอนัส และมานุเอล เดอกราเซีย พี่เขย-น้องเมีย ชาวกวม ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านแถบภาคใต้ของเกาะพากันเดินบุกป่าหญ้าสูงเกือบท่วมหัวลัด เลาะลำธารสายหนึ่งของแม่นำพาโลโฟโฟเพื่อหาที่เหมาะๆวางลอบดักกุ้งและปลาไหล ในลำธารดังที่เคยทำมาทุกวัน ขณะนั้นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ความมืดกำลังปกคลุมทั่วอาณาบริเวณป่าเขาและหุบห้วย ดิวเอนัสแบกปืนยาวมาด้วยเผื่อเจอหมูป่า กวางหรืออะไรก็ตามที่เข้ามาในรัศมีวิถีกระสุนก็จะได้นำกลับไปเป็นอาหารส่วน น้องเมียคือ เอกราเซียแบกลอบดักกุ้ง

               ขณะที่เดินไปปรึกษากันไปว่าจะ วางลอบที่จุดใดบ้าง ทันใดนั้นทั้งสองก็สังเกตเห็นป่าหญ้าข้างหน้าห่างออกไปประมาณ 6-7 ฟุต ไหวยวบยาบเพราะมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวแต่จะเป็นเพราะอะไรนั้นยังมอง ไม่เห็น ดิวเอนัสนคิดว่าคงจะเป็นวัวหลงฝูงแต่เมื่อดูลักษณะการไหวของต้นหญ้าแล้วมิ ใช่วัววแน่ คงจะเป็นคน และถ้าเป็นคนคงจะต้องเป็นเด็ก เด็กคนไหนมาทำอะไรที่นี่ในเวลาโพล้เพล้เช่นน่ ถ้าเป็นเด็กจากหมู่บ้านเขาต้องพากลับไปส่งแน่

               ทั้งคู่ยืนนิ่งงัน พงหญ้าถูกแหวกตัวเคลื่อนเข้ามาใกล้ทุกทีๆ และแล้ว “ผี” ในความรู้สึกของเดอกราเซียก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าคนทั้งสอง ดิวเอนัสร้องบอกน้องเมียดังลั่น “ทหารญี่ปุ่น!” พร้อมกับเล็งปืนไปที่สิ่งนั้น ผู้ที่ปรากฏกายขึ้นจากป่าหญ้าเมือต้องเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้าโดยมิได้คาดหมายมา ก่อนก็ตกตะลึง สีหน้าบอกความตกใจกลัว มือไม้สั่น ลอบดักกุ้งที่ถืออยู่หล่นจากมือ แต่สัญชาติญาณการป้องกันตัว ผี ตัวนั้นก็ยกมือทั้งสองตั้งการ์ดในท่าต่อยมวยและกระโจนเข้าแย่งปืน จาก ดิวเอนัส เกิดการต่อสู้กันเล็กน้อยก่อนที่ทั้งสองจะจับ ผี ตัวนั้นไว้ได้และนำกลับไปบ้านหาอาหารให้กิน แล้วนำส่งต่อทางการของเกาะกวม

               “ผี” ที่ว่านี้ที่แท้คือทหารญี่ปุ่นจริงๆ ตามที่ดิวเอนัสคิด เป็นทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวอยู่บนเกาะแห่งนี้ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
เหตุการณ์ ที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นเมื่อ 24 มกราคม พ.ศ.2515 หรือ 15 ปีล่วงมาแล้ว ส่วนทหารญี่ปุ่นหลบซ่อนตัวบนเกาะแห่งนี้มาตั้งแต่ทหารอเมริกันยกพลขึ้นบก เพื่อชิงเกาะกวมคืนจากการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น เมือ 21 กรกฎาคม 2487 เรื่อยมาจนถึงวันที่จับตัวได้เป็นเวลา 28 ปี เขาชื่อสิบเอก โชอิชิ โยโคอี (Shoichi Yokoi) อายุ 58 ปี สังกัดหน่วยส่งกำลังบำรุงค่าย ทาโลโฟโฟ

               กองทัพอเมริกัน เริ่มตีโต้เพื่อยึดดินแดนต่างๆคืนจาก ญี่ปุ่น และโจมตีเกาะกวมเมื่อ 21 กรกฎาคม 2487 พยายามยกพลขึ้นบกแนวชายหาดนิมิตซ์ด้านตะวันตกเฉียงใต้ และที่อ่าวอกานาซึ่งอยู่ด้านตะวันตก แยกเป็นสองจุด กองทหารที่สิบเอกโยโคอี สังกัดนั้นตั้งอยู่บริเวณสนามกลอฟ์วินด์เวิร์ดเดี๋ยวนี้ ซึ่งอยู่ค่อนมาทางตอนกลางด้านใต้ของเกาะเหนือแม่น้ำทาโลโฟโฟ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นบนเกาะแห่งนี้แตก ทหารญี่ปุ่นที่ไม่ยอมตกเป็นเชลยต่างหนีกระจัดกระจายไปทั่วเกาะ เป็นกลุ่มบ้าง เดี่ยวบ้างกลางคืนออกทำสงครามกองโจร ก่อวินาศกรรมต่อกองทัพอเมริกัน โยโคอิถอยร่นเจ้าสู่แนวป่าเขาด้านใต้แม่น้ำทาโลโฟโฟกับพรรคพวก 10 คน แต่ตอนหลังการอยู่รวมกลุ่มหลายคนขาดความคล่องตัว และมีปัญหาด้านเสบียงอาหารจึงแยกกันออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มของโยโคอี มี 3 คน

               อเมริกัน ได้ชัยชนะเด็ดขาดบนเกาะกวม เมื่อ 10 สิงหาคม 2487 ต่อจากนั้นก็ค้นหาทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวทุกวิถีทาง มีการโปรยใบปลิวลงหนังสือพิมพ์ประกาศทางเครื่องขยายเสียงจากเครื่องบิน แม้กระทั่งออกค้นหาอย่างจริงจัง แต่เนื่องจากทหารอเมริกันรุกมุ่งหน้าไปทางเหนือของเกาะเพื่อบุกเกาะโอกินาวา อิโวจิม่า และญี่ปุ่นซึ่งอยู่ทางทิศเหนือต่อไป ประกอบกับการค้นหาทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวบนเกาะแห่งนี้ ในตอนต่อมาค่อยๆเพลามือลง และในที่สุดก็เลิกราไป โยโคอิกับเพื่อนอีก 2 คน จึงรอดพ้นไปได้ แต่ทั้งสามคนมิไดอยู่ด้วยกัน โยคิอิ แยกตัวอยู่คนเดียว ส่วนอีกสองคนนั้นอยู่ด้วยกันและอยู่ห่างจากที่อยู่ของโยคิอิใช้เวลาเดิน ประมาณ 10 นาทีถึง ทั้งสามคนไปมาเยี่ยมเยียนกันเป็นบางครั้งในระยะ 15 ปี แรก ภายหลังจากเพื่อน 2 คนหายจากไป (เข้าใจว่ากินอาหารที่มีพิษ) โยคิอิต้องอยู่โดดเดี่ยวต่อมาอีก 8 ปี ก่อนจะถูกจับตัว

               เหตุที่เขาไม่ยอมออกมาเป็นเพราะ ประการแรก ทหารญี่ปุ่นในยุคโตโจนั้น ขึ้นชื่อในเรื่องระเบียบวินัย ความกล้าหาญ การเสียสละ ยอมสละชีพเพื่อชาติ เพื่อพระจักรพรรดิ์ ทหารลูกพระอาทิตย์ทุกคนได้รับการอบรมสั่งสอนให้ยอมตายในสนามรบ การยอมแพ้ถูกจับเป็นเชลย ยอมมอบตัวนั้นเสื่อมเสียเกียรติยศของชายชาติทหาร เป็นสิ่งที่ควรดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งต่อมาภายหลังเมื่อพูดถึงเรื่องเขาจะได้กลับสู่ญี่ปุ่น แล้วเขาถึงกับต้องคิดหนักในเรื่องนี้ เขารู้สึกละอายใจที่รอดกลับมาบันไซ

               ประการที่สอง คือความกลัว ทหารญี่ปุ่นเคยใช้ซามูไรจัดการกับปฏิปักษ์จนชึ้นชื่อลือชาในความทารุณ โหดร้าย หากยอมมอบตัวก็กลัวว่า “ดาบนั้นคืนสนอง” เข้า บ้าง แม้จะรู้ว่าสงครามยุติ แต่ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐเขาเชื่อแน่ว่าไม่มีทางจะกลับ เป็นมิตรกันได้ไม่ว่าโดยกรณีใดๆ ซึ่งในภายหลังเขาบอกกับพยาบาลที่ดูแลเขาว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเข้าใจพวกอเมริกันผิดถนัด” ไม่นึกว่าคนอเมริกันจะเป็นผู้ที่มีความเมตตาปราณี และเป็นมิตรกับคนญี่ปุ่นได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็มีความหวังว่าสักวันหนึ่งเขาคงมีโอกาสได้กลับสูมาตุภูมิ ทางเดียวจะกลับไปได้ก็โดยทางเครื่องบินเท่านั้น 10 ปี ผ่านไป 20 ปีผ่านไป แต่เมื่อไม่มีเครื่องบินที่มีสัญลักษณ์สีแดงกลมๆของญี่ปุ่นผ่านมาแม้แต่ เครื่องเดียวก็ได้แต้นั่งปลงว่าชาตินี้คงต้องทิ้งกระดูกไว้ที่เกาะกวมเป็น แน่แท้

               ชาวญี่ปุ่นและชาวโลกที่ได้ทราบข่าวการพบตัว โยโคอิ ต่างก็อยากรู้ว่า “ทำไมเขาไม่ออกมามอบตัว” และ “เขาอยู่ได้อย่างไร?” บางคนรู้สึกทึ่ง บางคนถึงกับอิจฉา อิจฉาในการทำ “สถิติ” ซ่อนตัวที่นานที่สุดของเขา เขาดำรงชีพอย่างโดดเดี่ยวภายใต้ปัจจัยที่ขาดแคลนได้อย่างไร?
หลังจากแยก กับเพื่อน 2 คน คนหนึ่งเป็นทหารยศสิบโท และอีกคนหนึ่งเป็นพลเรือน ชื่อฉิชิ และ นากาฮาตง แล้ว เขาสร้างกระท่อมเล็กๆอยู่ในป่าลึก ดำรงชีพอยู่ด้วยนเครื่องกระป๋องที่ทหารอเมริกันทิ้งลงมาจากอากาศแต่กระนั้น ก็มีปัญหาเรื่องอาหาร มีด และไฟ เขาใช้เลนซ์ไฟฉายรับแสงอาทิตย์จุดไฟ แต่เมื่อเห็นว่าการอยู่ในกระท่อมบนพื้นดินไม่ปลอดภัย จึงหาที่อยู่ใหม่ หลังจากเดินสำรวจชัยภูมิแล้วก็เลือกได้ที่เหมาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นป่าไผ่ใกล้ๆลำธารของแม่น้ำทาโลโฟโฟ

               ในเวลากลางคืน เขาใช้เสียมที่ทำจากปลอกกระสุนปืนใหญ่ขุดดิน เป็นหลุมกว้างประมาณ 2 ฟุตใช้มือกอบดินที่ได้ออกไปโปรยหว่านไกลๆเพื่อพรางตา ขุดเป็นปากปล่องลึกลงไปประมาณ 8 ฟุต ต่อจากนั้นก็ขุดถ้ำในแนวนอนเป็นโพรงสี่เหลี่ยมยาว 9 ฟุต กว่าง (ส่วนสูง) ประมาณ 39 นิ้ว ใช้เวลาขุดประมาณหนึ่งเดือน ถ้ำ (บ้าน) ของเขาก็เสร็จเรียบร้อยที่ก้นถ้ำเขาขุดขึ้นมาหาผิวดินข้างบน เป็นรูเล็กๆ แล้วนำไม้ไผ่ที่กระทุ้งข้อออกตลอดลำ เสียบตามรูนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นช่วงระบายอากาศส่วนด้านปากปล่องที่ใช้ขึ้นลง เขาขุดทะลุไปถึงฝั่งลำธารที่นี่ใช้เป็นส้วมและระบายน้ำฝนที่ไหลลงมาตามปล่อง ขึ้นลงหากเกิดฝนตกหนักก็จะไหลออกสู่ลำธารได้

               “บ้าน” ของ เขาจะได้ไม่ถูกน้ำท่วม ปล่องขึ้นลงนำไม้ไผ่มาทำเป็นขั้นบันได ปลายบนมัดไว้กับรากไผ่ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก็ทำด้วยไม้ไผ่ มีชั้นสำหรับวางของและทำฝ้าเพดานป้องกันดินร่วงหล่นลงมา แค่นี้บ้านก็เรียบร้อยสมบูรณ์อยู่ได้อ้อ! ปาก ปล่องจะทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ เขานำไม้ไผ่มาสานเหมือนมู่ลี่ ขนาดกว้างกว่าปากปล่องเล็กน้อย ปิดไว้แล้วทับด้วยใบไผ่แห้งเพื่อพรางตา บ้านหลังนี้ให้ความปลอดภัย แก่เขาตลอดเวลากว่าทศวรรษ กลางวันเขาอยู่ในบ้าน หาอะไรทำไปตามเรื่อง เช่น ถักทอผ้าเพื่อเย็บเป็นเสื้อ กางเกง รองเท้า เข็มขัด แม้กระทั่งถุงถักสำหรับใส่เสบียงอาหาร ทำลอบดักกุ้ง และปลาไหล ทำกับดักหนู ทำน้ำมันจากเนื้อมะพร้าวไว้สำหรับปรุงอาหาร และจุดให้แสงสว่าง

               เสื้อผ้าที่ใช้เขานำเอาเปลือกต้นปาโก้ปาล์มมาลอกเอาใย นำใยที่ได้มาสานทอเป็นผ้า ทำเข็มเย็บผ้าขึ้นใช้เอง ใช้ใยของปาล์มที่ได้เป็นเส้นด้ายเย็บเสื้อผ้า ทำเข็มเย็บผ้าขึ้นใช้เอง ใช้ใยของปาล์มที่เป็นเส้นด้ายเย็บเสื้อผ้า เนื่องจากที่หมู่บ้าน โตมิตา จังหวัด อาอิชิ ซึ่งอยู่ใกล้เมืองนาโกยา อันเป็นบ้านเกิดของเขานั้น เขามีอาชีพเป็นช่างตัดเสื้อผ้าสไตล์สากลมาก่อนเพราะฉะนั้นการหาหรือทำ เครื่องนุ่งห่มจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย ตลอดเวลาที่หลบซ่อนตัว เขาตัดเสื้อ กางเกงไว้ใช้ถึง 3 ชุด จากใยปาโก้ดังกล่าว กระดุมทำด้วยปลาสติกจากกระบอกไฟฉาย หัวเข็มขัดทำด้วยลวด รองเท้าจากใยปกาโก้ ตะเกียงเป็นถ้วยเล็กๆ ไส้ตะเกียงทำด้วยใยเปลือกไม้ นำมาขวั้นเป็นเกลียวเชือก ยึดด้วยขดลวดตั้งตรงกลางถ้วยน้ำมันมะพร้าว ไฟได้จากการใช้ท่อนไม้ขัดสีกันจุดด้วยใยไม้ และต่อไว้ด้วยใยที่ขวั้นเป็นเชือกจากกาบมะพร้าวไว้ใช้นานๆ จากการที่เขาต้องง่วนอยู่กับงานทั้งวันนี้เอง ทำให้สุขภาพจิตของเขาเข้มแข็งและสามารถดำรงชีพอยู่ได้

               ค่ำๆ โพล้เพล้เขาจะไต่ขึ้นจากปล่องออกมาวางลอบดักกุ้ง ปลาไหล วางกับดักหนูตามลำธารใกล้บ้านและหาปัจจัยยังชีพอื่นๆเช่น เปลือกปาโก้ ลูกมะพร้าวแล้วก็กลับเข้าไปหลับนอนในบ้าน เขากินอาหารวันละ 2 มื้อดื่มน้ำต้มสุกจากน้ำลำธำรและอาบน้ำที่นี่ อาหารเป็นพวกกุ้ง ปลาไหล กบ หอยทาก (ส่วนงูเขาไม่กิน) มะพร้าว ลูกปาล์ม และสาเกทำให้สุกโดยปิ้ง ย่าง หรือทอด ด้วยน้ำมันมะพร้าวจากกระทะที่ทำเองจากกระติกน้ำมาผ่าซีก ตลอด 28 ปีเขาไม่เคยพบเกลือเลย เกลือและน้ำตาลไม่เคยได้กิน เขามีเตาไฟอยู่ในถ้ำ ตั้งอยู่ใต้ปล่องระบายอากาศนั่นเอง แต่เพื่อมิให้ควันไฟพวยพุ่งออกมาเหนือพื้นดินเวลาเขาติดไฟเขาทำเครื่องดูด ควัน โดยนำเอาใยมะพร้าวมาแขวนไว้ใต้ปากปล่องระบายอากาศดักควันไฟไว้ ตลอดเวลาอันยาวนานเขาเจ็บป่วย 3 ครั้ง และหายเองโดยไม่ต้องกินยาใดๆ เขาเคยเป็นบิดถ่ายออกเป็นเลือด อันเนื่องมาจากกินหมูป่าที่เขาขุดหลุมดักได้มา

               เครื่องมือเครื่องใช้อย่างอื่นในบ้านของเขานอกจากที่กล่าวแล้ว มีปืนยาวอาวุธประจำตัวที่พระจักรพรรดิมอบให้ตั้งแต่เขาเข้าไปเป็นทหาร และถูกส่งไปอยู่แมนจูเรีย 3 ปี ก่อนถูกย้ายมาประจำเกาะกวม ปืนนี้ไม้พานท้ายปืนผุหมดแล้ว เหลือแต่โครงเหล็ก เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำกลับไปถวายคืนพระจักรพรรดิ หากมีโอกาสเข้าเฝ้า นอกนั้นมีกรรไกร กาต้มน้ำที่เขาซ่อมแซมอุดรอยรั่วได้ย่างดียิ่งกว่าช่างอาชีพ เครื่องมือเครื่องใช้บางอย่างเขาประดิษฐ์ขึ้นจากเศษวัสดุที่เขาเจอเจอะ ในการไปค้นถ้ำของเขาทางการกวมเก็บ ทรัพย์สินส่วนตัว ของเขามาได้ถึง 45 รายการรวม 90 ชิ้น แล้วนำมาแบ่งกับทางการญี่ปุ่นเพื่อนำไปเก็บไว้สำหรับศึกษาประวัติศาสตร์ทาง การทหารต่อไป

               โยโคอิมีความสุขไหม หลายคนอาจจะสงสัย แน่นอนเขาไม่มีความสุขใดๆเลย เขาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในภายหลังที่เกาะกวมว่า เขาได้รับความทุกข์ทรมานอย่างสาหัสจนไม่อาจหาคำพูดใดๆมาอธิบายให้เข้าใจได้ แม้เขาจะอยู่โดดเดี่ยวเป็น เวลานาน สภาพร่างกายผอมเกร็งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หัวเข่า ข้อศอก และข้อนิ้วมือมีกระดูกโตๆ โผล่ให้เห็นเด่นชัด และตัดผมโกนหนวดเพียงครั้งเดียวในรอบ 28 ปี จากชายหนุ่มอายุ 27 ปี ก่อนออกขากบ้านเป็นคนแก่อายุ 58 ปี ในปี พ.ศ.2515 แต่สภาพจิตใจของเขายังนับว่าอยู่ในขั้นเยี่ยม

               ความจำของเขาดีมากไม่ว่าจะเกี่ยวกับวันเวลาที่ผ่านไป ซึ่งเขานับคำนวนจากดวงจันทร์ เขาจำเหตุการณ์ต่างๆได้ไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิดของเขา ปีถูกส่งไปแมนจูเรีย ย้ายมเกาะกวม วันอเมริกันยกพลขึ้นบก จำรูปภาพ จำชื่อเพื่อนๆในเยาว์วัย จำผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และญาติพี่น้องได้เกือบหมด เขาอ่านและเขียนภาษาญี่ปุ่นออกแม้จะไม่เคยพูดและไม่เคยใช้ภาษามาตลอด 28 ปีก็ตาม ความรู้สึกอย่างหนึ่งที่คนสมัยนี้ไม่เคยคิดถึงหรือลืมไปแล้วก็คือ ความรู้สึกที่เขาเคยได้รับการอบรมสั่งสอนมาเกี่ยวกับประเทศชาติ ศักดิ์ศรีของทหาร และคนญี่ปุ่น รวมถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อพระจักรพรรดิยังคงเดิม เมื่อมีผู้นำพระฉายาลักษณ์พระจักรพรรดมาให้เขาดูเพื่อทดสอบเขาจำได้ แต่เขารู้สึกเสียใจ และผิดหวังที่ “พระจักรพรรดิ (ซึ่งเป็นเทพเจ้า) ไม่น่าจะทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตก”

               21 กรกฎาคม 2487 อเมริกันยกพลขึ้นบกเพื่อชิงเกาะกวมคืนจากญี่ปุ่น การสู้รบบนเกาะยุติลงเมื่อ 10 สิงหาคม วันที่ 30 กันยายน ปีเดียวกัน ทางการญี่ปุ่นประกาศเลื่อนยศจากสิบโท เป็นสิบเอก โชอิชิ โยโคอี เป็นบำเหน็จความดีความชอบตามธรรมเนียมทหารในสมัยนั้น ที่สู้ศึกจนตัวตาย และส่งข่าวการเสียชีวิตไปถึงครอบครัว ทางครอบครัวของโยโคอิได้สร้างหลักหินจารึกชื่อผู้ตายไว้ที่วัดกยุนจิ ในหมู่บ้าน โตมิตา ว่าเป็นที่ระลึก และอนุสรณ์สถาน กือบปี ให้หลัง คือวันที่ 15 ส.ค.2488 สงครามยุติ ซึ่งโยโคอิก็ทราบ ปี 2493 พบทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวที่เกาะอนาตาฮาน ปี 2503 พบตัว มินากาวา และอิโต ทหารญี่ปุ่นที่หลบซ่อนตัวอีกเหมือนกันที่เกาะกวมและในปี 2515 จึงพบตัวสิบเอกโชอิชิ โยโคอิ เป็นคนล่าสุดหลังจากเหลบซ่อนอยู่ถึง 28 ปี และจากบ้านเกิดเมืองนอนถึง 31 ปีกว่าจะได้กลับคืนอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2515

ขอบพระคุณ ข้อมูลจาก  โชอิชิ โยะโกะอิ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

Japanese Infantry MIA : Coporal Shoichi Yokoi จาก benkyoshin.blogspot.com

และภาพจาก Internet

Advertisements

  1. Leave a comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: