“อภิมหาโปรเจกต์ โครงการท่าเรือน้ำลึก, นิคมอุตสาหกรรมทวาย .. บทวิเคราะห์: โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ข้อวิพากษ์ด้านความมั่นคง”


ขอบคุณข้อมูล และภาพจาก : 

1. บทวิเคราะห์: โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย ข้อวิพากษ์ด้านความมั่นคง โดย พรพล น้อยธรรมราช นักวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันประเทศ / ฝ่ายวิเคราะห์เทคโนโลยีป้องกันประเทศ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) กระทรวงกลาโหม

http://dtad.dti.or.th/images/stories/pdf/dawei.pdf

2.โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย จากเวบไซค์ บ้านพุน้ำร้อน-ท่าเรือน้ำลึกทวาย

http://banphunamron-dawei.blogspot.com/2012/05/blog-post.html

ภาพจาก http://banphunamron-dawei.blogspot.com

โครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย ประเทศพม่านั้นได้จุดประเด็นความสนใจ ในระดับนานาชาติซึ่งไม่ใช่แค่ในเรื่องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเซียตะวันออกหรือแม้แต่ของโลกเท่านั้น โครงการดังกล่าวยังได้จุดประเด็นถึงด้าน ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ประเด็นของแรงงาน สิ่งแวดล้อม รวมถึงสิทธิ

อาจจะเรียกได้ว่าโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายแห่งนี้ อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของยุทธศาสตร์ ของโลกในอนาคตก็เป็นได้ แต่สิ่งสําคัญที่สุดในป5จจุบันนี้คือประเทศไทยทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ รวมไปถึงประชาชนทั่วไปจะต้องเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบ หรือแม้แต่รับมือจากผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย

เนื่องจากประเทศไทยนั้นถือเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สําคัญที่สุดสําหรับโครงการท่าเรือทวาย เพราะนอกจากประเทศไทยโดยบริษัท อิตาเลียนไทย เดเวลลอปเม็นท์ จะเป็นผู้ได้รับสัมปทานหลักจากรัฐบาลพม่าในการก่อสร้างท่าเรือ และถนน รวมถึงสาธารณูปโภคต่างๆ ของท่าเรือแล้ว ประเทศไทยยังจะเป็นเส้นทางหลักในการลําเลียงสินค้า จากท่าเรือทวายไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค

ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดประสงค์หลักของการก่อสร้างท่าเรือน้ําลึกแห่งนี้อีกด้วย ฉะนั้นรัฐบาลและประชาชนไทยจะต้องทําความเข้าใจกับโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายอย่างรอบด้าน นซึ่งมิใช่เพียงแต่ผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายพยายามจุดประเด็นเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นในมุมอื่นๆ เช่นความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่ประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพื่อหาวิธีรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น บทความชิ้นนี้จะชี้ให้เห็นถึงผลกระทบจากโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายต่อความมั่นคงของไทย ทั้งความมั่นคงตามรูปแบบ Traditional Security และความมั่นคงนอกรูปแบบ Non-Traditional Security รวมถึงข้อเสนอแนะต่างๆ

http://www.itd.co.th/

รายละเอียดของโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายโดยสังเขป .. โครงการท่าเรือน้ําลึกทวาย (Dawei Deep-Sea Port Project) เป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่าง รัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศพม่า ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือกันในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of understanding – MOU) ในเดือนพฤษภาคม 2551 โดยให้ ITD เป็นผู้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และจัดทำแผนพัฒนาโครงการ

ต่อมาในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน การท่าเรือสหภาพพม่าได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เกี่ยวกับการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ครอบคลุมถึงนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวมีข้อเสนอที่จะพัฒนาถนนเชื่อมโยงจากพรมแดนทวายไปสูู่่ประเทศไทยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขนส่งแบบบูรณาการ

ส่วนที่ถือว่าสำคัญที่สุดอีกจุดหนึ่งของโครงการนี้คือ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2553 ITD ได้ลงนามข้อตกลงเรื่องสิทธิในการพัฒนา และบริหารโครงการทวายตามระยะเวลาการเช่าที่ดิน เป็นเวลามากกว่า 75 ปี ซึ่งประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึกทวาย และสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้องกับนิคมอุตสาหกรรม ถนนเชื่อมโยง และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แทรกข้อมูลเพิ่มเติมจาก  http://banphunamron-dawei.blogspot.com/2012/05/blog-post.html

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2553 บริษัท อิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ได้ร่วมลงนามใน Framework Agreement กับMyanma Port Authority, Ministry of Transport ของสหภาพพม่า เพื่อดำเนินการพัฒนาโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคมเชื่อมระหว่างประเทศไทยกับสหภาพพม่า ซึ่งบริษัทฯเป็นผู้ได้รับสัมปทานในการพัฒนาโครงการ ประกอบด้วย
1) ท่าเรือน้ำลึก
2) นิคมอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาทิ โรงเหล็ก โรงปุ๋ยโรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่นๆ
3) เส้นทางการคมนาคมได้แก่ ถนน ทางรถไฟ และท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เชื่อมระหว่างเมืองทวาย สหภาพพม่า กับประเทศไทยที่บ้านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี
4) ที่พักอาศัย ศูนย์การค้า ศูนย์การท่องเที่ยว รีสอร์ท และศูนย์พักผ่อนบริษัทฯ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ITD ได้ศึกษาพื้นที่ก่อสร้างแล้ว ได้ตัดสินใจก่อสร้างโครงการใน ตำบล นาปูเล ห่างจากตัวเมืองทวายราว 10 กม. เนื่องจากมีพื้นที่หน้าทะเลลึกมากกว่าบริเวณอื่น อีกทั้งยังมีเกาะเล็กๆ ตั้งอยูู่บนพื้นที่หน้าทะเลจํานวนหนึ่ง ทำให้พื้นที่ทะเลดังกล่าวมีความนิ่ง เป็นท่าเรือโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ด้านหลังเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ทำให้สามารถตัดถนนเข้าสู่ประเทศไทยที่จังหวัด กาญจนบุรีได้ด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุดราว 160 กม. โดยตัดถนนจากทิศตะวันตกมาทางทิศตะวันออก ไปออก บ้านน้ำพุร้อน จังหวัดกาญจนบุรี โดยห่างจากอําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรีไป 60 กม.

โดยระยะแรกจะก่อสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2555 ภายใต้งบประมาณ 2 พันล้านบาท ระหว่างนั้นจะเริ่มดําเนินการระยะที่ 2 คือ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ทวาย และระยะที่ 3 คือ การสร้างเขต นิคมอุตสาหกรรม

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แทรกข้อมูลเพิ่มเติมจาก  http://banphunamron-dawei.blogspot.com/2012/05/blog-post.html

พื้นที่โครงการตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสหภาพพม่า ห่างจากเมืองทวาย ประมาณ 30 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ถึง 400,000 ไร่ หรือ250 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก 2 ท่า ส่วนที่เป็นนิคมอุตสาหกรรม ส่วนที่พักอาศัย ส่วนราชการ และส่วนอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งมีพื้นที่ริมทะเลเป็นแนวหาดทรายมีความยาวมากกว่า 12กิโลเมตร

โดยเฟสแรกจะเป็นการสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2555 ภายใต้งบประมาณมูลค่า 2 พันล้านบาท ระหว่างนั้นจะเริ่มดำเนินการเฟสที่สองคือ การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเฟสที่สามคือ การสร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม แบ่งเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วย โซน (A) Port & Heavy Industry โซน (B) Oil & Gas Industry โซน (C1) Up Stream Petrochemical Complex โซน (C2) Down Stream Petrochemical โซน (D) Medium Industry และโซน (E) Light Industry
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

หนึ่งในส่วนที่สําคัญที่สุดของโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายที่จะมีผลกระทบต่อไทยในภาพรวมคือ เมื่อโครงการแล้วเสร็จประเทศไทยจะกลายเป็นสะพานเชื่อม (Land bridge) ระหว่างฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออกของภูมิภาคอินโดจีน ตามโครงการเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุุ่มน้ําโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) และตามกรอบยุทธศาสตร์ การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบองค์รวมในพื้นที่ที่มีศักยภาพ ตามเส้นทางพัฒนา 3 แนวทางคือ

1. ระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor : EWEC) ระหว่างเมือง ดานัง เวียตนาม – เมืองเมาะละเหม่ง พม่า

2. ระเบียงเศรษฐกิจแนวใต้  (Southern Economic Corridor : SEC) ระหว่างนครโฮจิมินห์ เวียดนาม-เมืองทวาย พม่า

3. ระเบียงเศรษฐกิจแนว เหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor : NSEC) ระหว่าง นครคุนหมิง จีนตอนใต้ – กรุงเทพฯ

ภาพจาก http://www.itd.co.th/

ประโยชน์ในเชิงภูมิศาสตร์ของท่าเรือทวายนั้น คือช่วยลดระยะทางในการขนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะจากท่าเรือเจดดาร์มาสูู่ท่าเรือทวาย น้ำมันทั้งหมดจะถูกขนถ่ายขึ้นมาบนนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่วนหนึ่งใช้ในการผลิต กลั่นแยก และผลผลิตจะถูกส่งผ่านท่อเข้าสู่ประเทศไทย ทางด่านชายแดนพุน้ําร้อนเข้าสูู่เมืองกาญจนบุรี ปกติเรือขนส่งน้ํามันดิบขนาดกลางจะต้องวิ่งผ่านช่องแคบ มะละกา แต่ถ้าเป็นเรือขนาดใหญ่ จะต้องวิ่งอ้อมไปทางช่องแคบลอมบอก บาหลี แล้วอ้อมขึ้นมาเนื่องจากมีน่านน้ำลึกที่สุด

ดังนั้น โครงการพัฒนาท่าเรือทวายจะทําให้สามารถลดระยะทาง และเวลาในการเดินทางมาด้านอินโดจีน ได้ถึง 5 วัน เนื่องจากท่าเรือทวายมีน้ำลึกมาก จึงทำให้เรือขนนำ้มันขนาดใหญจอดห่างฝั่งได้ไม่เกิน 5-10 กิโลเมตร และสามารถส่งน้ำมันลงสู่ท่อมาเก็บบนฝั่งได้เลย โดยมีการส่งไปยังภูมิภาคอินโดจีน อีกส่วนหนึ่งก็ส่งไปทางประเทศจีน นอกจากนี้จะมีทางรถไฟวิ่งจากท่าเรือทวายมุ่งสู่ประเทศไทย อีกส่วนมุ่งสู่ภาคเหนือของพม่าทางเมืองมัณฑเลย์ เข้าสููเมืองลาโซ ในรัฐฉานผ่านเมือง กุ๊ดข่าย และเมืองเตียงงา ไปด่านเจยู และเข้าสูู่ด่านมูเซ่ ซึ่งเป็นพรมแดนของพม่าเข้าสูู่จีนที่ด่านเจแกว หรือเจกอง ที่เมืองรุ่ยลี่ จนถึงนครคุนหมิง มณฑลยูนนานของประเทศจีน

จากรายละเอียดโครงการโดยสังเขปนั้น จะเห็นได้ว่าโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายนั้น ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการดังกล่าวมากที่สุด ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เชิงภูมิศาสตร์ และที่สําคัญคือในเชิงความมั่นคงในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ลงทุนหลัก และจะเป็นศูนย์กลางใหญ่ของการคมนาคมสําหรับโครงการโดยรวมทั้งหมดในอนาคต ฉะนั้นแม้ว้าโครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการที่ส่งผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ปัจจัยด้านความมั่นคงก็ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

ข้อวิพากษ์โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายในเชิงความมั่นคง โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายนั้น แม้ว่าจะมีการคาดการณ์กันว่าจะส่งผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทยอย่างมหาศาล แต่ทุกครั้งที่ประเทศไทยมีโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเช่นนี้ รัฐบาลไทยมักจะหลงลืมผลกระทบอื่นๆ ที่นอกเหนือจากเรื่องทางเศรษฐกิจ เช่นกรณี นิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด เป็นต้น ซึ่งโครงการท่าเรือทวายก็เช่นกัน

จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมามีการศึกษาถึงผลกระทบด้านความมั่นคง จากโครงการท่าเรือฯ และและโครงการสาธารณูปโภคเชื่อมต่ออื่นๆน้อยมาก ไม่ว่าจเป็นผลกระทบทางความมั่นคง ตามรูปแบบ (Traditional Security) และความมั่นคงนอกรูปแบบ (Non-Traditional Security) เช่นการลักลอบเข้าเมือง การค้ายาเสพติด รวมถึงความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม บทความชิ้นนี้จะชี้ให้เห็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องควรระวังและควรทําการศึกษาเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

ข้อกังวลด้านความมั่นคงตามรูปแบบ (Traditional Security) หรือพูดอีกแง่หนึ่งคือความมั่นคงทางการทหารนั้นอาจจะดูหมดสมัยไปแล้ว มองในแง่ที่อาเซียนจะกลายเป็นประชาคมในปี 2015 เนื่องจากว่าในทางปฎิบัติแล้ว การปะทะกันทางการทหารในยุคนี้นั้นเกิดขึ้นได้ยากเต็มที โดยเฉพาะกับพม่าซึ่งไทยกับพม่าไม่ได้มีปัญหาข้อพิพาทรุนแรงมาช้านาน แต่ในทางทฤษฎีแล้วไม่มีหลักประกันใดๆว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดขึ้น

การที่ ITD เตรียมที่จะตัดถนน 4-8 เลนจากทวายมายังชายแดนบ้านพุน้ําร้อน รวมถึงเตรียมพัฒนาถนนจาก บ้านพุน้ำร้อนเข้ากรุงเทพฯ และโครงการรางรถไฟเชื่อต่อระหว่างไทยกับทวายนั้น ทำให้เส้นทางนี้จะกลายเป็นเส้นขนาดใหญ่จากชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ถึงศูนย์กลางที่หัวใจของประเทศไทยอย่างกรุงเทพฯ ที่สั้นที่สุดเท่าที่ไทยเคยมีมา จากชายแดนบ้านพุน้ำร้อนระยะทางเพียงราว 130 กิโลเมตร

แม้ว่านี้จะเป็นปัจจัยบวกสําหรับโครงการท่าเรือน้ำลึก ทวาย เพื่อการขนส่ง แต่ในทางความมั่นคงตามรูปแบบนั้นถือว่า เป็นการนํากรุงเทพฯ เข้าไปอยููในสถานการณ์ที่เปราะบางอย่างมาก ยิ่งการที่ถนนที่ทางไทยเตรียมพัฒนานั้นเป็นถนนขนาดใหญ่ด้วยแล้ว การนํากองทัพหรือยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่จากชายแดนเข้ามากรุงเทพฯ ก็ยิ่งจะทําได้ง่ายขึ้นไปด้วย

นอกจากโครงการถนนขนาดใหญ่แล้ว ทางพม่ายังมีโครงการพัฒนาสนามบินทวายเพื่อยกระดับให้ สนามบินดังกล่าวเป็นสนามบินระหว่างประเทศ ทางพม่าวางแผนจะทําการขยายรันเวย์ บางส่วนดําเนินการโดย ITD ก็อาจจะทําให้สนามบินนั้นมีขีดความสามารถในการตั้งฝูงบินหรือกองบิน ซึ่งนั้นก็จะทําให้พม่าสามารถประจําการฝูงเครื่องบินรบในระยะที่ใกล้กับกรุงเทพฯ มากที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ราว 200 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ข้อกัลวลดังกล่าวอาจจะเป็นเพียงแค่ ความกัลวลเกินเหตุ เพราะประเทศไทยเองก็ถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในโครงการฯ ตราบใดความสัมพันธ์ของประเทศสมาชิกอาเซียนนั้นไม่ได้มีความผูกพันกันดาวยลายลักษณ์อักษร ข้อกังวลดังกล่าวก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และควรหาทางป้องกันเอาไว้ เพราะเส้นทางขนาดใหญ่ดังกล่าวจะสร้างความเปราะบางทางความมั่นคงตามรูปแบบแล้ว ก็ยังสามารถสร้างความเปราะบางด้านความมั่นคงนอกรูปแบบที่จะกล่าวถึงในลําดับต่อไปอีกด้วย

ข้อกังวลด้านความมั่นคงนอกรูปแบบ (Non-Traditional Security) แน่นอนว่าการที่ประเทศไทยเตรียมพัฒนาพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะด่านและถนน เพื่อการเดินทางที่สะดวกขึ้นนั้น มักจะมีกลุุมอาชญากรรมข้ามชาติใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อความมั่นคงของไทย เพื่อการเดินทางที่สะดวกขึ้นนั้น มักจะมีกลุุมอาชญากรรมข้ามชาติใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ก่ออาชญากรรมที่มีผลต่อความมั่นคงของไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพม่า ซึ่งในปัจจุบันไทยเองก็ต้องเผชิญกับอาชญากรรมข้ามชาติที่มาจาก ฝั่งพม่าในหลากหลายรูปแบบ โดยรูปแบบใหญ่ๆ ที่ยังคงเป็นปัญหาสําหรับประเทศไทยนั่นคือการค้ายาเสพติด รวมถึงการขนสินค้าผิดกฎหมาย การลักลอบเข้าเมือง และการค้ามนุษย์ ซึ่งในส่วนของการค้ายาเสพติดนั้นในปัจจุบัน ประเทศพม่าก็ยังคงเป็นผู้ส่งออกยาเสพติดรายใหญ่อยูู่โดยเฉพาะแอมเฟตามีนหรือยาบ้า เนื่องจากในบางพื้นที่ของพม่านั้นปกครองโดยชนกลุุ่มน้อยที่ ซึ่งอํานาจรัฐบาลจากส่วนกลางเข้าไปไม่ถึง

อีกทั้งชนกลุุมน้อยเหล่านั้นจําเป็นต้องหารายได้เพื่อซื้ออาวุธเพื่อต่อต้านรัฐบาลส่วนกลางด้วย ซึ่งยาเสพติดดังกล่าวจํานวนมากนั้น ได้ไหลผ่านชายแดนเข้าประเทศไทย อินเดีย และจีน นอกจากนี้กลุุมอาชญากรค้ายาเสพติดนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมอื่นๆ และการคอร์รัปชั่นในประเทศ ส่วนการค้ามนุษย์นั้น ประเทศพม่ายังมีปัญหาการค้ามนุษย์อยูู่อย่างกว้างขวาง โดยมีจุดประสงค์เพื่อกานำไปใช้เป็นแรงงาน ขอทาน รวมถึงการค้าประเวณี โดยจุดหมายปลายทางที่นอกจากประเทศไทยแล้วก็ยังมี จีน มาเลย์เซีย บังคลาเทศ เกาหลีใต้ และปากีสถาน นอกจากนี้พม่ายังเป็นจุดแวะพักของการค้ามนุษย์จาก บังคลาเทศ อีกด้วย โดยมักมีปลายทางอยููที่มาเลเซียและจีน ซึ่งจะใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน

แม้ว่าจะมีโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายอาจจะสร้างงานมากมายให้กับคนพม่า ซึ่งทําให้คาดกันว่าอาจจะมีคนพม่าข้ามเข้ามาขายแรงงานในไทยลดลง แต่ด้วยความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับพม่านั้น ที่ยังคงมีอยูู่มากทําให้พม่าเองก็คงไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของพม่า ให้มีความใกล้เคียงกับไทยในช่วง 10-20 ปีนี้ได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นด้วยความแตกต่างทางด้านเศรษฐกิจเช่นนี้จึงจะยังคงส่งผลให้ มีการก่ออาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับพม่าขึ้นอย่างต่อเนื่องภายใน 2-3 ทศวรรษต่อจากนี้ไป

และด้วยการพัฒนาเส้นทางที่ทําให้ไทยและพม่า สามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งโครงการถนนนขนาดใหญ่ และโครงการสร้างรางรถไฟเชื่อมต่อ ก็อาจจะมีแนวโน้มได้ว่ากลุุมอาชญากรรมอาจจะใช้ประโยชน์จากเส้นทางเชื่อมโยงนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง นอกจากอาชญากรรมข้ามชาติแล้ว

ข้อกังวลด้านความมั่นคงนอกรูปแบบ เรื่องหนึ่งที่สําคัญนั่นก็คือ ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษและขยะ โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายนั้น ได้วางแผนให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งหรือโลจิสติก รวมถึงการเป็นทางเชื่อมในโครงการ Economic Corridor โดยเป็นการเชื่อมจากท่าเรือทวายไปถึงท่าเรือแหลมฉบัง ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนาม แผนการดังกล่าวนั้นจะทําให้ไทยจําเป็นที่จะต้องรับมือกับรถบรรทุกขนส่งจำนวนมากขึ้น รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งที่จะเดินทางเข้าออกประเทศไทยจํานวนมาก ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง

ประเทศไทยจะต้องรับมือกับมลพิษจํานวนมากขึ้น อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นอกจากนี้ปริมาณขยะและสิ่งปฏิกูลที่มาจากรถ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งอาจจะเพิ่มจํานวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศทางผ่านอย่างประเทศไทย เพราะต้องไม่ลืมว่าประเทศสมาชิกอาเซียนนั้น ยั้งไม่เคยมีกฎหมายเกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันมาก่อน ยกตัวอย่างเพียงแค่กฎหมายควบคุมปริมาณควันพิษที่ออกจากรถขนส่งของประเทศไทย พม่า กัมพูชา เวียดนามนั้นก็มีความแตกต่างกันอย่างมากแล้ว ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงกฎหมายควบคุมคุณภาพเชื้อเพลิง และควบคุมสภาพรถขนส่ง ที่แต่ละประเทศ สมาชิกนั้นยังคงมีความแตกต่างกันอย่างมาก

ซึ่งถ้าโครงการท่าเรือน้ำลึก ทวาย แล้วเสร็จประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ต้องรับภาระเป็นเส้นทางหลักเพื่อการขนส่งในภูมิภาค ตั้งแต่สุดเขตด้านตะวันตกไปจนถึงสุดเขตด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ก็คงจะหนีไม่พ้นที่ต้องรับภาระแก้ไขปัญหาต่างๆเหล่านี้ด้วย

ข้อแนะนํา โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ทั้งตามรูปแบบและนอกรูปแบบ แต่โครงการดังกล่าวก็ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และสถานภาพของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นโครงการท่าเรือทวายนั้น จะต้องดําเนินต่อไปไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทั้งนี้รัฐบาล และกองทัพจะต้องเตรียมการเพื่อรับมือกับปัญหาซึ่งอาจจะเกิดขึ้น ในเชิงความมั่นคงของประเทศไทย

ในส่วนของความมั่นคงตามรูปแบบนั้น กองทัพบกและกองทัพอากาศอาจจะต้องพิจารณาปรับกองกําลังบริเวณด้านที่ติดกับประเทศพม่าใหม่ รวมถึงอาจต้องพิจารณาเพิ่มยุทโธปกรณ์เข้าประจำการ ซึ่งอาจรวมถึงยุทโธปกรณ์ที่มีอํานาจยิงสูง ในบริเวณดังกล่าวตามสมควรด้วย เพื่อสร้างความสมดุลย์ทางทหารกับทางฝั่งพม่า นอกจากนี้อาจจะจําเป็นต้องเพิ่มจุดตรวจบนภาคพื้นดิน และเพิ่มการตรวจการณ์ทางอากาศซึ่งอาจจะเป็นยานบินไร้คนขับ (UAV) ที่นอกจากมีขีดความสามารถในการเฝ้าตรวจการณ์เป็นระยะเวลานานๆได้แล้ว UAV ยังไม่มีภาพพจน์ที่เป็นภัยคุกคาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความบาดหมางหรือไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างไทยกับพม่า นอกจากนี้อาจจะต้องเพิ่มอุปกรณ์ตรวจจับอื่นๆด้วยเช่น เรดาร์ ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว

ในส่วนของความมั่นคงนอกรูปแบบนั้นในเรื่องของอาชญากรรมข้ามชาตินั้น รัฐบาลควรจะต้องเตรียมการโดยการเพิ่มจุดตรวจระหว่างทางให้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มการหาข่าวและการตรวจการณ์จากทางอากาศ ในบริเวณที่ล่อแหลมต่อการขนยาเสพติด และสินค้าผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นอาจจะต้องอาศัยวิธีการทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนกว่านั้น นั่นคือการผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันในภูมิภาค

ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศเยอรมนีก็เคยเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นมาแล้ว ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 หลังจากระบอบคอมมูนิสต์ล่มสลายซึ่งส่งผลให้เยอรมนีกลายเป็นศูนย์กลาง และทางผ่านของการขนส่งในภูมิภาคยุโรป ทั้งจากยุโรปตะวันตกไปยุโรปตะวันออก และจากยุโรปตะวันออกไปยุโรปตะวันตก สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดมลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะรถขนส่งที่มาจากยุโรปตะวันออกซึ่งมีมาตรฐานการควบคุมมลพิษและคุณภาพน้ำมันต่ํากว่าทางยุโรปตะวันตก

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงเป็นแรงกดดันให้เยอรมนีต้องผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมร่วมในยุโรปเพื่อลดปริมาณมลพิษในประเทศ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับโครงการท่าเรือทวายที่จะเกิดขึ้นแล้ว สถานะของประเทศไทยก็คงจะไม่ต่างจากประเทศเยอรมนีในช่วงดังกล่าว ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องเป็นผู้ผลักดันให้เกิดกฎหมายควบคุมมลพิษจากการขนส่งในอาเซียนให้ได้ หรืออย่างน้อยก็ต้องผลักดันกฎหมายควบคุมมลพิษจากการขนสงกับประเทศที่เชื่อมต่อท่าเรือทวายอย่างเช่น พม่า กัมภูชา และเวียตนาม มิเช่นนั้น ถึงแม้ว่าโครงการท่าเรือทวายจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศมากเพียงใด แต่ไทยคงจะต้องกลายเป็นศูนย์กลางแหล่งรับมลพิษ และขยะจากการขนส่งของภูมิภาคอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ อาเซียนยังสามารถอาศัยโครงการท่าเรือน้ําลึกทวายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง ตามจุดประสงค์ของเสาประชาคมทางการเมืองและความมั่นคง (ASEAN Political – Security Community – APSC) ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น โครงการท่าเรือทวายนั้น สามารถสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเช่นปัญหาด้านมลพิษที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น

ซึ่งหากประเทศสมาชิกสามารถสร้างความร่วมมือในการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบ ที่สามารถใช้บังคับใช้ร่วมกันได้ โดยไทยเป็นผู้ผลักดัน ก็จะถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการอยููร่วมกันภายใต้ประชาคมทางการเมือง และความมั่นคง เนื่องจากอาเซียนยังไม่เคยประสบความสําเร็จในการมีกฎหมายร่วมกันมาก่อน และอาจจะส่งผลให้เกิดความร่วมมือในเรื่องอื่นๆ จนเกิดเป็นประชาคมทางการเมือง และความมั่นคงอย่างแท้จริงต่อไปในอนาคต

สรุป โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายนั้น เป็นโครงการที่มีผลดีอย่างมากต่อภาคเศรษฐกิจของไทยเพราะ นอกจากไทยจะเป็นผู้ร่วมลงทุนหลักแล้ว ประเทศไทยเองยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความที่ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางดังกล่าวนั้น สามารถก่อให้เกิดผลกระทบด้านความมั่นคงของไทย ทั้งในด้านความมั่นคงตามรูปแบบและความมั่นคงนอกรูปแบบ ทั้งในรูปแบบของอาชญากรรมข้ามชาติ และปัญหาสิ่งแวดล้อม ซี่งรัฐบาลของไทยนั้นจําเป็นต้องศึกษาหาแนวทางในการสร้างมาตรการป้องกัน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรือไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

ในเชิงความมั่นคง โดยด้านภายในประเทศกองทัพอาจจะจําเป็นต้องปรับกองกําลังให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงสรรหาเทคโนโลยีป้องกันประเทศเข้ามาใช้เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านั้น ในส่วนระหว่างประเทศนั้นรัฐบาลควรจะต้องทําการหารือกับประเทศพม่ารวมถึงประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีส่วนได้-เสียในโครงการท่าเรือทวาย เพื่อสร้างกฎหรือข้อระเบียบร่วมกันในภูมิภาค โดยเฉพาะการขนส่งซึ่งไทยจะต้องรับภาระหนักในการเป็นศูนย์กลาง ซึ่งในบทความที่ได้เสนอนั้นได้กล่าวถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลอาจจะต้องทําการศึกษาและหาวิธีป้องกันอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้บทความชิ้นนี้ที่กล่าววิเคราะห์ และวิพากษ์โครงการท่าเรือน้ําลึกทวายในด้านความมั่นคงนั้น มิได้มีจุดประสงค์ต่อต้านโครงการฯ กลับกันผู้เขียนนั้นมีแนวคิดสนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมองประเด็นให้รอบด้าน และไม่ประมาทกับประเด็นปัญหาใดๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ ที่ประเทศจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงการดังกล่าวให้ได้มากที่สุด ..

Advertisements
  1. Leave a comment

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: